ComBioLaw.De » Blog » เหตุบ้าน และ การเมือง » การชุมนุมที่แตกต่าง

การชุมนุมที่แตกต่าง

Image

Image

รวมเวลาได้ห้าวันนับตั้งแต่คนเสื้อแดงได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อจัดการการเลือกตั้งใหม่ จนถึงตอนนี้การก่อความรุนแรง ที่ทางรัฐบาลและสื่อได้พยายาม "สร้างกระแส" ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้น จะมีบ้างก็แต่เหตุการณ์ ระเบิด M79 ปริศนา ที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป เพราะไม่มีโมเมนตั้มความรุนแรงอื่น ๆ ช่วยโหมกระพือ อีกทั้งโดนกลบด้วยเหตุการณ์การชุมนุมอื่น ๆ

ความสงบเรียบร้อย และการชุมนุมของคนนับแสน คือความแตกต่างแรก ที่เห็นได้ชัด จากการชุมนุมในครั้งนี้

ใน Facebook คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ 14 ตุลา ฯ 2516 และ พฤษภาทมิฬ ต่อการชุมนุมครั้งนี้ไว้สั้น ๆ ว่า  "ลืมไปเลยเรื่องมหาประชาชนในสิบสี่ตุลาและพฤษภา"  เพื่อบอกถึงความยิ่งใหญ่ของการชุมนุมที่เกิดขึ้น พร้อม ๆ กับมี คลิปวิดีโอ เป็นข้อยืนยัน

นอกจากความแตกต่างที่เรามองเห็นได้จากความสงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้น และปริมาณมวลชนที่มหาศาลแล้ว ผมคิดว่าการชุมนุมครั้งนี้มีความแตกต่างอื่น ๆ ที่เราควรให้ความสนใจอีกด้วย ...

เหตุบ้าน และ การเมือง เหตุบ้าน และ การเมือง

bow_der_kleine bow_der_kleine

มวลชนคนชนบท แม้ว่าการชุมนุมครั้งนี้ จะไม่ใช่การแสดงพลังครั้งแรกของคนชนบท แต่ก็ถือได้ว่า เป็นการชุมนุมระดับมหาภาคที่ต้องมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ขับเคลื่อนโดยคนชนบท เมื่อเทียบกับ 14 ตุลา ฯ และพฤษภาทมิฬ ทั้งสองเหตุการณ์ ล้วนมีกลไกสำคัญเป็นคนกรุงเทพทั้งสิ้น

การต่อต้านความไม่เป็นธรรม และการแบ่งชนชั้น ระบบวรรณะซ่อนเร้น ระบบอุปถัมภ์ เป็นสิ่งที่กัดกินสังคม และความเป็นประชาธิปไตยมานาน นับตั้งแต่หลังปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 (ก่อนหน้านั้นไม่มีประชาธิปไตยให้กัดกิน) แต่การเรียกร้องของมวลชนในทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการนำเรื่องนี้มาพูดถึงอย่างจริงจัง มักจะมีการเรียกร้องในเรื่องของรัฐธรรมนูญ และการต่อต้านเผด็จการ  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่ไม่มีการพูดถึงความเท่าเทียมกันของคนในสังคม ที่เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งเช่นกัน

นอกจากนี้ ความน่าสนใจยังอยู่ที่การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากการอ้างอิงหลักการ หรือตำราฉบับไหน แต่เป็นการเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของผู้ชุมนุม นั่นหมายความว่า หากประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมครั้งนี้ ก็จะเป็นประชาธิปไตยที่เกิดจากการเรียนรู้ในชีวิตจริง

การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ โดยปกติแล้ว การต่อสู้ทางการเมืองโดยประชาชนที่ผ่านมา มักเป็นไปในรูปแบบ "ผลนิยม" ที่มีการกำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจน ว่าฝ่ายตรงข้ามต้องทำตามข้อเรียกร้อง ไม่เช่นนั้นผู้ชุมนุมจะใช้มาตรการต่าง ๆ ในการกดดัน และมักจะจบลงด้วยการสูญเสียของทั้งสองฝ่าย แต่ในการชุมนุมครั้งนี้ เราไม่เห็นมาตรการกดดันที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จะมีก็แต่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ที่มีการรับบริจาคเลือดจากผู้ชุมนุม เพื่อนำไปรดหน้าทำเนียบรัฐบาล หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปปัตย์ แหละหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ นายก ฯ คนปปัจจุบัน ภายใต้สโลแกนที่ว่า หากต้องมีการหลั่งเลือด ก็ขอให้เป็นเลือดไพร่ที่ไม่มีเส้น ทางแกนนำได้ตั้งข้อสังเกตว่า การชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยต้องมีการหลั่งเลือดทุกครั้ง จึงต้องการใช้เลือดเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ แต่เนื่องจากผู้ชุมนุมไม่ต้องการใช้ความรุนแรง จึงใช้วิธีรับบริจาคเลือดแทน

เลือดที่ได้นั้น จะถูกนำไปราดตามทางเข้าออกของสถานที่ต่าง ๆ ข้างต้น โดยคาดว่าเลือดที่นำไปสาดจะถูกเหยียบจากคนของรัฐบาล ซึ่งสารที่ต้องการบอกคือ รัฐบาลกำลังเหยียบย่ำเลือดเนื้อและชีวิตของผู้ชุมนุมอยู่

หลายคนตั้งคำถามต่อวิธีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของเสื้อแดง ว่าจะมีผลอะไรที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ผลที่เกิดขึ้น ไม่สำคัญเท่าเนื้อหาและสารที่ส่งไปยังผู้รับ

วิธีการคือเป้าหมาย การรวมตัวกันเพื่อแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างสันติของประชาชน สิ่งที่รัฐธรรมนูญอันเป็นประชาธิปไตยทุกฉบับต้องรองรับ และรัฐต้องสามารถการันตีสิทธิดังกล่าวให้กับประชาชนได้ เนื่องเพราะการกระทำดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียง และความคิดเห็นของคนส่วนมาก ดังนั้น การรวมตัวชุมนุมกันอย่างสันติที่เกิดขึ้น จึงเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งที่พึงมีในระบอบประชาธิปไตย

แม้ว่าเป้าหมายในการชุมนุมของเสื้อแดงในครั้งนี้จะเป็นกาารยุบสภาของรัฐบาล และเรายังไม่อาจรู้ได้ว่า เป้าหมายดังกล่าวจะเป็นจริงได้หรือไม่ แต่หากมองในแง่ประชาธิปไตย เสื้อแดงได้ทำสำเร็จแล้ว

การเรียนรู้เหตุการณ์ในอดีต ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการชุมนุมของเสื้อแดง จนเขียนมาเป็นบล็อกเรื่อง จุดอ่อนของคนเสื้อแดง สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อคน ๆ เดียว นั่นก็คือ ทักษิณ ซึ่งสำหรับผมแล้ว เป็นนักการเมืองที่คดโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย อย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้ง การเคลื่อนไหวต่าง ๆ มักใช้ความรุนแรงเป็นที่ตั้ง และไม่มีหลักการที่ชัดเจน

แต่ในครั้งนี้หลาย ๆ สิ่งได้เปลี่ยนแปลงไป ทักษิณ กลายเป็นเพียงนักการเมืองที่ผู้ชุมนุมหลายคนชื่นชอบ (ซึ่งเขาก็มีสิทธิที่จะชื่นชอบ) ไม่ใช่เป้าหมายในการต่อสู้อีกต่อไป มีการยกประเด็นความไม่เป็นธรรมในสังคม และการเมือง มาเป็นประเด็นหลัก และประกาศตัวงดใช้ความรุนแรงทุกประเภท ในบางกลุ่มการชุมนุม มีการตกลงกับผู้ร่วมชุมว่า ใครใช้ความรุนแรง จะโดนตัดออกจากกลุ่ม ทำให้เสื้อแดงตกเป็นเป้าในการก่อกวนของมือที่สามยากมาก

ทั้งหมดทั้งสิ้น คือกระบวนการเรียนรู้ของเสื้อแดงในช่วงเวลาเพียงไม่ถึงปี ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก

นครากลับด้าน ทฤษฎี สองนคราประชาธิปไตย โดย รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเป็นต้นมาได้ดีทีเดียว โดยใจความหลักแล้วทฤษฎีได้กล่าวไว้ว่า "คนชนบทเป็นคนเลือกรัฐบาล คนเมืองเป็นคนล้มรัฐบาล" แต่ในครั้งนี้ คนชนบทกลับต้องการล้มรัฐบาล ที่ตนมองว่า เป็นรัฐบาลที่ขโมยเสียงของตนมา โดยรัฐบาลดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งตรงข้ามกับทฤษฏีสองนคราประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่คนชั้นกลางต้องเรียนรู้ ดังที่เขียนไปแล้วข้างต้นว่า คนชนบทผู้มาร่วมการชุมนุมได้เรียนรู้ และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกัน คนชั้นกลางในเมืองบางคน กลับมีทัศนคติต่อประชาธิปไตยที่แคบลง ดังจะเห็นได้จาก การต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดงของคนกรุงเทพบางกลุ่ม โดยที่ไม่มีเหตุผลในการต่อต้านที่ชัดเจน ซึ่งนั่น เป็นการผูกขาดความถูกต้องแบบหนึ่ง

ความใจแคบของคนบางกลุ่ม ได้แสดงให้เห็นผ่านการรณรงค์ "คนไทยรักกัน ไม่ใช้ความรุนแรง" โดยเนื้อหาเป็นการต่อต้านความรุนแรง ภายใต้เงื่อนไขของการงดการชุมนุม (สำหรับคนที่คิดว่าชุมนุมได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ต้องเสียใจไปครับ คุณไม่ได้ถูกพาดพิง และเชื่อว่าสิ่งที่เสื้อแดงทำตอนนี้ ก็คงตรงกับที่คุณต้องการแล้ว) ซึ่งนี่ คือสิ่งที่คนเสื้อแดงพยายามเรียกร้อง ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่ง มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น คนอีกกลุ่มกลับต้องปิดปากเงียบ ซ้ำร้ายถูกสื่อและรัฐบาลยังกล่าวหาในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ

เมื่อมองจากมุมนี้ คนชั้นกลางจึงควรเปิดกว้างมากขึ้น และเรียนรู้วิถีทางประชาธิปไตยจากผู้ที่มาชุมนุมในครั้งนี้

ข้อสรุปที่ยังสรุปไม่ได้ แม้ว่าจนถึงตอนนี้ การชุมนุมของเสื้อแดงยังคงเป็นไปด้วยความสงบ และรัฐบาลยังไม่ยุบสภา แต่เรายังไม่สามารถทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตได้เลย แม้ว่าจะมีกระบวนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยเกิดขึ้น แต่ใช่ว่าสิ่งที่เรียนรู้จะยังคงอยู่ตลอดไป เราต้องไม่ลืมว่า สาเหตุหนึ่งในความสงบของการชุมนุมครั้งนี้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้ที่เข้าร่วมชุมนุม เกิดจากแรงกดดันของสังคม ดังนั้น ความชอบธรรมในการชุมนุมครั้งนี้จึงต้องพิจรณาบนพื้นฐานของหลักการ ไม่ใช่โดยสีเสื้อ แกนนำ หรือตัวผู้ชุมนุม และเมื่อวันนึง ท่าทีและวิธีการการชุมนุมเปลี่ยนไป เราต้องใช้หลักการ และความเป็นกลาง (เท่าที่ทำได้) วิเคราะห์เฝ้ามองเหตุการณ์ต่อไป ใครจะรู้ว่าวันนึงเสื้อแดงอาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง เมื่อนั้นเราก็ต้องว่ากันไปตามสถานการณ์

คนเปลี่ยนได้ เหตุการณ์เปลี่ยนได้ แต่หลักการเปลี่ยนไม่ได้

เพียงแต่ตอนนี้ การชุมนุมของเสื้อแดง ถือได้ว่าเป็นการชุมนุมที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดครั้งหนึ่ง ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง และน่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย

16 Mar 10 | by | tags เหตุบ้าน และ การเมือง เสื้อแดง

read 1441

<<คนกรุง กับเสื้อแดง || ลัทธิล่าแม่มดใหม่ใน ค.ศ. 2010>>

bow_der_kleine

จะมองว่าความคิดเห็นผมน่าขำก็ไม่เป็นไรครับ แต่ยังไงก็ลองนำข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปพิจรณาเพิ่มเติมด้วยแล้วกันว่าการขนคนไข้ออกเป็นเพราะห่วงคนไข้ หรือเพราะอะไร

  • รพ. จุฬาขนคนไข้ออกตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ทำให้วันเกิดเหตุ ตึกที่เข้าไปค้นไม่มีทั้ง หมอและคนไข้
  • สาเหตุการขนย้ายคนไข้ออก เพราะเสียงดัง
  • รพ.ตำรวจที่อยู่ใกล้ที่ชุมนุมยิ่งกว่า กลับไม่มีการขนคนไข้ออก
อันนี้เป็นความคิดเห็น อจ. ธงชัย วนิจกุล ต่อเรื่องนี้ครับ The “germs”: the reds’ infection of the Thai political body

ผมเน้นย้ำอีกทีครับ ว่าผมมองว่าการเข้าไปใน รพ. ของเสื้อแดงน่ะผิดแน่ แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องดูปฏิกริยาของ รพ. ด้วย ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่

05 May 10

bow_der_kleine

เพิ่มเติมครับว่า แม้ว่าตอนนี้เหตุการณ์และภาวะแวดล้อม ต่างจากการเริ่มชุมนุมมามากแล้ว แต่สุดท้ายแล้วประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การเรียกร้องการยุบสภา และสิทธิในการเลือกตั้ง แม้ว่าสิ่งที่เสื้อแดงทำในช่วงที่ผ่านมา มีถูก มีผิด มีความรุนแรง คุณจะเน้นย้ำที่เสื้อแดงทำผิด หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากหน่อยก็ได้ แต่การยกเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมา ผมก็ไม่เห็นว่าจะทำให้ความชอบธรรมในการยุบสภา และการเลือกตั้งจะลดน้อยลง

05 May 10

joojee

May 16, 2010...6:15 pm

Further updated: “We are only killing terrorists” and other conspiratorial ideas

It seems that the Abhisit Vejjajiva government has been able to develop a new definition of “terrorist.” It is apparently anyone the army kills during the current crackdown on red shirt protesters. This definition is conveyed in a BBC report seen by PPT at about 1800GMT.

พวกเสื้อแดงนี่คงเขียนป้ายแขวนคอเอาไว้ว่า
We are the terrorist.

17 May 10

S

แล้วไอ้ที่เผาบ้านเผาเมืองเนี่ยคือการไม่นิยมความรุนแรงไช่มั๊ย...

22 May 10

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login