|
เมื่อการรวมตัวเกิดขึ้น สิ่งสำคัญต่อมาคือการวางเป้าหมายในการทำกิจกรรม อย่างที่เขียนไปในตอนแรกครับ ครั้งนี้พวกเรามีเป้าหมายในการทำกิจกรรมคือ "การสร้างองค์ความรู้" นั่นเป็นเพราะพวกเราเห็นว่าการศึกษามีความสำคัญอย่างมากในทุกด้าน และทุกหน่วยย่อยของสังคม แต่ในขณะเดียวกันรูปแบบกิจกรรมที่เกี่ยวกับการศึกษาก็มีหลายรูปแบบ การให้อุปกรณ์การศึกษา เหมือนกับเป็นการให้สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป การให้เงินทุกการศึกษา ก็เป็นสิ่งที่ต้องใช้ต้นทุนมากเกินกว่าที่พวกเราจะทำได้ การให้ความรู้ ก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่ทำกันอยู่แล้วเป็นปกติ พวกเราจึงเลือกที่จะสร้างองค์ความรู้ให้กับเด็ก เพื่อที่เด็ก ๆ เหล่านั้นสามารถนำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอดเป็นความรู้ได้ต่อไปในอนาคต

การนำองค์ความรู้มาเป็นเป้าหมายในการทำกิจกรรม เป็นสิ่งที่ยาก และไม่สามารถทำได้ภายใต้ระยะเวลาการทำกิจกรรมที่จำกัด พวกเราจึงเลือกรูปแบบกิจกรรมเป็นการพัฒนาห้องสมุด และการสอนที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ โดยมีกิจกรรมสันทนาการเป็นสิ่งหล่อลื่น และหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้ร่วมกิจกรรม
หลังจากที่เรามีเป้าหมายกิจกรรมที่ชัดเจนแล้ว การประชุมเพื่อวางแผนทำกิจกรรมแบบบ้าเลือดดีเดือดจึงเกิดขึ้น เหตุเพราะพวกเรามีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงสองเดือน การประชุมจะจัดขึ้นทุกอาทิตย์ผ่าน MSN instance messanger ในแต่ละครั้งจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ประชุมกันทั้งหมด 7 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งความประทับใจของผมที่มีต่อเพื่อน ๆ ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะเพื่อน ๆ ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงาน ความเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ความเป็นมืออาชีพในการจัดการและวางแผน และผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ ของผมเหล่านี้จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในทุก ๆ เรื่องได้ไม่ยากนัก

ด้วยการประชุมที่บ่อยครั้งและยาวนาน ทำให้ทุก ๆ อย่างได้รับการจัดการและเตรียมพร้อมอย่างดี ขั้นตอนการทำงาน การแบ่งงาน การซื้อของต่าง ๆ ได้ถูกวางแผนไว้เรียบร้อยก่อนวันที่จะจัดกิจกรรมจริง ๆ นั่นคือ วันที่ 18 กรกฏาคม ทำให้ในวันที่จัดกิจกรรมงานส่วนใหญ่ถูกดำเนินการไปอย่างราบรื่น

ในเย็นวันที่ 17 กรกฏาคน มีเพื่อน ๆ ส่วนหนึ่ง ต้องขับรถตระเวณรวบรวมหนังสือและของที่เตรียมไว้ จากนั้นก็นำของไปรวบรวมไว้ที่บ้านเพื่อนอีกคนหนึ่ง กว่าจะรวมของได้ครบ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงตีหนึ่ง แต่เหล่าคนทำกิจกรรมต่างยังไม่หมดไฟ และเรี่ยวแรง เร่งจัดของ แยกหนังสือ และประชุมเตรียมงานต่อ คืนนั้นพวกเราเตรียมงานจนถึงตีสาม ซึ่งก็เป็นทีมเดียวกันกับทีมที่ต้องไปเตรียมของที่โรงเรียนวัดบางไทรก่อน เป็นเหตุให้เราต้องตื่นกันตีห้า เพื่อเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมชุดอื่น ๆ (ทุ่มเทราวกับได้ค่าจ้างในการทำกิจกรรม)
ในเช้าวันที่ 18 กรกฏาคม เมื่อทุกคนเตรียมตัวเรียบร้อยก็เดินทางออกจากฐานที่มั่น เดินทางไปถึงโรงเรียนวัดบางไทรราวเจ็ดโมงครึ่ง เมื่อไปถึงผมก็เกิดอาการตะลึงและเก็งเล็กน้อย เพราะคุณครู และน้อง ๆ นักเรียนได้เดินทางมาถึง และรอคอยพวกเราด้วยจิตใจจดจ่อ แววตาอันเป็นประกายของทุก คนทำให้อาการง่วงเหงาหาวนอนของผมหายไปในพริบตา ความกระปรี้กระเปร่ากลับเข้ามาแทน แต่พวกเราชุดเตรียมงานชุดแรก กลับเจอปัญหาเล็กน้อย นั่นเพราะว่า เราไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อทำกิจกรรมสันทนาการกับเด็ก ๆ และตามแผนการแล้ว กิจกรรมแรกที่ต้องทำคือ สันทนาการ

กิจกรรมสันทนาการแบบเจื่อน ๆ จึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าเด็ก ๆ ไม่สนุกกับสันทนาการแบบไร้การเตรียมตัวของพวกเรามากนัก แต่เราก็ลากเวลามาได้จนเพื่อน ๆ ชุดอื่น ๆ เดินทางมาถึงโรงเรียนวัดบางไทร ความบันเทิงแบบเต็มอรรถรสจึงได้เริ่มขึ้น และผมก็ได้เห็นพรสวรรค์ในด้านสันทนาการของเพื่อนคนหนึ่ง ที่หันมาเอาดีทางด้านนี้ จนสามารถใช้พรสวรรค์และความชอบของตนเองมายึดเป็นอาชีพได้
พรสวรรค์ของเพื่อนผมคนนี้ ทำให้แววตาที่เป็นประกายของเด็ก ๆ สุกเปล่งยิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมที่แสนสนุก เสียงกลองอันเร้าใจ ทำให้ความสัมพันธ์ระว่างพวกเราและเด็ก ๆ มีความแน่นแฟ้น ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ด้วยกิจกรรมสันทนาการนี้เอง ทำให้กิจกรรมอื่น ๆ ที่ตามมาในวันนั้นเต็มไปด้วยความราบรื่น
เมื่อกิจกรรมสันทนาการจบลง พวกเราและเด็ก ๆ ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องเรียนและห้องสมุด โดยเราแบ่งห้องเรียนออกเป็นสี่ห้อง นั่นคือ
- คณิตศาสตร์สำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อสอนให้เด็ก ๆ สนุกกับคณิตศาสตร์ และนำคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
- การอ่านจับใจความ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาห้องสมุด และการสร้างองค์ความรู้ โดยมีเป้าหมายหลักคือ ให้เด็ก ๆ สามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นได้
- ศิลปะกับการทำงานร่วมกัน นำศิลปะมาเป็นสื่อกลาง ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ พร้อม ๆ ไปกับสอนให้เด็ก ๆ ทำงานร่วมกัน
- ประชาธิปไตยในชีวิตจริง นำหลักประชาธิปไตยมาใช้กับสถานการณ์ที่พวกเราจำลองขึ้น เพื่อบอกให้เด็ก ๆ รู้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องไกลตัว
แน่นอนว่า พวกเราไม่ใช่ผู้ให้ความรู้ระดับมืออาชีพ ทำให้หลาย ๆ ส่วนอาจดูกุกกักติดขัดไปบ้าง ในส่วนของการอ่านซึ่งผมเป็นผู้สอน ผมพบปัญหาในเรื่องของพื้นฐานในการอ่าน ความสนใจ และความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ของเด็กในแต่ละชั้นปี และของเด็กแต่ละคน ทำให้เวลาบางส่วนหมดไปกับการอ่านตัวหนังสือ มากกว่าการอ่านเพื่อจับใจความ และผมพบว่าผมไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กหลาย ๆ คนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับปรุงตัว และแก้ตัวในโอกาสต่อไป (หากโอกาสในการทำกิจกรรมคล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นในอนาคต)

ในส่วนของห้องสมุด พวกเราได้ปรับปรุงห้องสมุดใหม่ทั้งหมด โดยได้เพิ่มตู้หนังสือให้กับโรงเรียน 4 ตู้ นำหนังสือที่มีอยู่เดิม มาแยกประเภทและจัดเรียงใหม่ รวมกับหนังสือที่พวกเรานำไปบริจาคเพิ่มเติม พร้อม ๆ กับเพิ่มระบบจัดยืมหนังสือให้กับห้องสมุด ซึ่งจำนวนหนังสือในห้องสมุดทั้งหมดรวมกันมีมากมายหลายพันเล่ม แม้ว่าพวกเราจะร่วมแรงร่วมใจกัน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น บวกกับความช่วยเหลือของเด็ก ๆ และคุณครูในโรงเรียน แต่ด้วยปริมาณหนังสือที่มีมาก ทำให้การปรับปรุงห้องสมุดทำได้เพียง 70% จากความตั้งใจเดิมที่เราวางไว้ ในส่วนที่เหลือทางโรงเรียนได้รับเป็นภาระเพื่อดำเนินการต่อไป
เมื่อกิจกรรมในช่วงกลางวันจบลง เวลาที่เด็ก ๆ ทุกคนรอคอยก็มาถึง เป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดของวัน นั่นคือกิจกรรมสันทนาการในช่วงบ่าย ด้วยการแบ่งเด็ก ๆ พี่ ๆ เป็นห้าสี พวกเราจึงได้จัดกีฬาสี "เน้นฮา" ปิดท้ายกิจกรรมของวัน ด้วยความผูกพันระหว่างพวกเราและเด็ก ๆ ที่ได้เริ่มขึ้นในตอนเช้า และมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงตอนบ่าย ทำให้กิจกรรมในช่วงนี้มีสีสันมากกว่าสีทั้งห้าที่ถูกจัดขึ้นในการแข่งกีฬาเสียอีก ความสนุกสนานที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และแล้วความเหน็ดเหนื่อยจากการสอนที่มีมาทั้งวันก็หมดไปในทันที

เมื่อกิจกรรมทุกอย่างจบลง ช่วงเวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง ความประทับใจต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้ รู้สึกได้จากบรรยากาศรอบ ๆ ตัว โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย แววตาของเด็ก ๆ บอกได้ถึงความสนุกสนานที่เกิดขึ้น บอกได้ถึงความผูกพันที่มีต่อพวกเรา กิจกรรมการสอน และการปรับปรุงห้องสมุด ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ตามการประเมินของผม เพื่อน ๆ และคุณครูที่โรงเรียน เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามมอบให้เด็ก ๆ โดยคิดว่าไม่สามารถได้จากห้องเรียน และสามารถนำไปใช้จริงได้ในชีวิตประจำวัน
มีคำพูดหนึ่งที่คุณครูท่านหนึ่งพูดตอนปิดกิจกรรม และผมยังคงจำได้จนถึงตอนนี้ "กิจกรรมในวันนี้เป็นกิจกรรมที่มีครบทุกด้าน ทั้งความรู้ ความสนุกสนาน เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างมาก และครูอยากให้กลุ่มสานฝัน ฯ ทำต่อไปเรื่อย ๆ " ผมคงสรุปกิจกรรมในวันนี้ได้ไม่ดีเท่าคำพูดนี้ของคุณครู
เมื่อย้อนกลับมาดู คำถามที่เกิดขึ้นคือ ผมและเพื่อน ๆ ได้อะไรจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจคงติดลบกันน่าดู เพราะทุกคนที่มาร่วมทำกิจกรรมต่างก็เสียทั้งเวลาและเงินทอง แต่เมื่อหันไปมองทางด้านจิตใจแล้วพวกเรากลับทำกำไรได้มหาศาล พวกเราทุกคนมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมในวันนี้ และความสุขทางจิตใจนี้ไม่ได้จำเพาะอยู่ที่พวกเราคนจัดกิจกรรมเท่านั้น ทุกคนในโรงเรียนวัดบางไทร รวมถึงผู้สนับสนุนพวกเราทุก ๆ คน ก็คงมีความสุขไม่แพ้กัน ที่ได้เห็นกิจกรรมที่ทำขึ้นมีประโยชน์และประสบความสำเร็จ

ในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นกำไรที่ผมได้จากการจัดกิจกรรมไม่แพ้กำไรทางด้านจิตใจ คือกำไรทางด้านสังคม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าการร่วมมือร่วมใจกัน ทำประโยชน์สิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สังคม ทำให้สังคมของพวกเราน่าอยู่ขึ้น ไม่ได้ยากและไกลตัวอย่างที่คิด คนส่วนมากยังคงมีสำนึกที่ดีต่อสังคม อยากทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม ขาดก็แต่โอกาสที่จะแสดงออกเท่านั้น ซึ่งโอกาสที่ว่าก็ช่างใกล้ตัวเสียนี่กระไร เพียงแค่คิด วางแผน แล้วก็ทำมันออกมา ทุกอย่างก็เกิดขึ้นแล้ว และการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าสังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่น่าอยู่ที่สุดสังคมหนึ่ง
|
ตากล้องเติบ
บทความดีนะเนี่ย เอาลง multiply ของกลุ่มด้วยเลยสิ
28 Jul 09