ComBioLaw.De » Blog » นานาสารพัน » Apple Apple Apple !

Apple Apple Apple !

imageสำหรับคนที่อ่านข่าวสารไอทีผ่านทาง Blognone ช่วงนี้อาจสังเกตได้ว่า จำนวนข่าวต่อวันของ Blognone ลดลงอย่างเห็นได้ชัด (ส่วนจำนวนเนื้อหาใหม่ ๆ ของ BioLawCom ต่อเดือนนั้นลดฮวบมานานแล้ว) ทีแรกผมก็นึกว่า เป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงสงกรานต์ ทีมเขียนข่าวลาพักร้อน เลยไม่ค่อยได้เขียนกัน แต่แล้ว mk หนึ่งในผู้ก่อตั้ง และผู้เขียนหลัก ก็เฉลยความจริงออกมาว่า ขอบายเลิกเขียนข่าวไปสักพัก เพราะเบื่อสาวก Apple จึงทำให้จำนวนข่าวใน Blognone ลดลงด้วยประการฉะนี้แล

สงครามค่ายไอที เป็นเรื่องที่มีให้เห็นตลอดเวลา ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แล้วแต่กาละเทศะ มีตั้งแต่สงครามระบบปฏิบัติการ Windows vs. Linux vs. Mac OS X สงครามภาษาเขียนโปรแกรม Java vs. Python vs. Ruby vs. C# สงครามฐานข้อมูล MySQL vs. PostgrSQL vs. MS SQL vs. Oracle สงคราม Open Source vs.  Proprietary สงคราม ค่ายหนัง ค่ายเพลง vs. BitTorrent สงคราม Search Engine etc. นับกันไม่หวาดไม่ไหว

โดยส่วนตัว ผมชอบอ่านอะไรแบบนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะผมซาดิสต์เท่านั้น แต่ผมรู้สึกว่า หากถกกันเรื่องพวกนี้ แล้วยกเหตุ และปัจจัยมาฟัดมาเหวี่ยงกัน นากจากจะได้ความเพลิดเพลินในการอ่านแล้ว ยังได้ความรู้และมุมมองใหม่ ๆ อีกด้วย (บางครั้งมันนำไปสู่ innovation) แต่ส่วนมากแล้ว กรอบในการประทะคารมมักไม่ได้หยุดอยู่เพียงนั้น มันมักจะลามปาม ออกนอกลู่นอกทาง เกิดการกระทบกระแทกเสียดสี บางคนถึงขนาดละทิ้งหลักแห่งเหตุผล ไปลงเอากับความเชื่อ เข้าขั้นไสยศาสตร์ก็มีไม่น้อย ใช่ว่าอาการผีเข้าแนว ๆ นี้จะไม่เคยเกิดขึ้นกับผม มันไม่เคยละเว้นใคร ผมเองก็ต้องคอยระวังเนื้อ ระวังตัว ระวังปาก ระวังคำอยู่บ้างเหมือนกัน

แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังถูกไสยศาสตร์เข้าครอบงำ ?

นานาสารพัน นานาสารพัน

bow_der_kleine bow_der_kleine

หลวงพ่อ หรือหมอผีก็บอกเราไม่ได้ครับ เราต้องตรวจสอบตัวเอง เมื่อไรที่เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราชอบไม่มีข้อเสียอะไรเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างดีไปหมด นั่นแหละ คุณกำลังถูกไสยศาสตร์เข้าครอบงำ และกำลังกลายเป็นสาวกของอะไรบางอย่าง ทุกอย่างในโลกนี้ ย่อมมีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง อยู่ที่ว่าข้อดีกับข้อเสียเหล่านั้น มันเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เราจะนำมันมาใช้งานหรือไม่

แต่ระยะหลังมานี้ ในโลกไซเบอร์ของคนไอที มีเหล่าสาวกของ Apple ปรากฏกายให้เห็นบ่อยครั้ง และบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จนสร้างความอึดอัดใจให้กับใครหลาย ๆ คน (รวมถึงกรณีตัวอย่างที่ยกมา คือ คุณ mk) ที่น่าสนใจคือ ทำไมสาวก Apple จึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และอะไรที่สาวก Apple สร้างความอึดอัดใจให้กับคนอื่น

image

ทำไมสาวก Apple จึงมีมากขึ้น ก็เพราะมีคนใช้ Apple กันมากขึ้น แล้วทำไมคนใช้ Apple กันมากขึ้น ตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ การตลาดของ Apple ดี ยุทธวิธีการขายของ Apple นั้นง่าย ๆ ครับ ทำสินค้าของตัวเองให้เป็นแฟชั่น มากกว่าจะเป็นสินค้าไอที ทำให้คนใช้รู้สึกว่า การใช้ Apple มันเท่ห์ ความเทห์ของ Apple อยู่ที่ดีไซน์อันโดดเด่น และการออกแบบตามหลักการ minimalist พร้อมกับโฆษณาตัวโต ๆ ว่า "The best practice" แน่นอนว่า การตลาดและโฆษณาเพียงสองอย่างคงไม่พอ ตัวผลิตภัณฑ์เองก็ต้องมีคุณภาพ และราคาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ด้วย

ผมยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ Apple มีความลงตัวมาก ในเรื่องของ ดีไซน์ คุณภาพ ราคา และความเท่ห์ แต่ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ Apple มีความพิเศษอยู่ที่ เราไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Apple ได้ โดยพิจรณาเพียงแค่ ดีไซน์ คุณภาพ และราคาได้ เพราะมีสินค้าหลายยี่ห้อ ที่มอบดีไซน์ และคุณภาพของสินค้าให้กับลูกค้าได้พอ ๆ กับ Apple ในสนนราคาที่ต่ำกว่ามาก ดังนั้น ตัวแปรสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ คือ ความเท่ห์

สิ่งที่ Apple หยิบยื่นให้กับลูกค้า ผ่าน MacBook ไม่เหมือนกับการขายโน้ตบุ้คคุณภาพอย่าง ThinkPad ที่ IBM หรือ Lenovo ทำ การขาย iPhone ไม่เหมือนกับการขาย Smart Phone อื่น ๆ ที่ Blackberry หรือ Nokia หรือ Motolora หรือ Samsung ทำ การขาย iPod ไม่เหมือนการขาย Walkman หรือเครื่องเล่น MP3 อื่น ๆ แต่สิ่งที่ Apple กำลังทำอยู่ไม่ต่างจากการขาย Prada หรือ Luis Vuitton หรือสินค้าฟุ่มเฟือยอื่น ๆ (แต่ผมก็ยอมรับว่าการซื้อ Apple ไม่ฟุ่มเฟือยเท่าซื้อ Prada หรือ Luis Vuitton) สิ่งที่มากับ MacBook, iPhone หรือ iPod ไม่ได้มีแค่วงจรอิเลคโทรนิค แต่รวมไปถึง life style ที่สามารถบอกสถานะทางสังคม วิธีการใช้ชีวิตของผู้ใช้ เป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้ต้องการบอกคนอื่นว่า "ฉันก็ Cool เหมือนกันนะ" (สำหรับคนที่ใช้ Apple ด้วยเหตุผลอื่น ๆ ก็อย่าว่ากันนะครับ ผมแค่พยายามอธิบายพฤติกรรมของเหล่าสาวกเฉย ๆ)

image

ดังนั้นโฆษณา Apple ที่เราเห็น มันจะไม่ใช่โฆษณาขายสินค้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโฆษณาที่มาพร้อมกับ life style แบบเท่ห์ ๆ เสมอ เช่น มีเพลงประกอบเทห์ ๆ มีท่าเต้นเทห์ ๆ มีการใช้ชีวิตแบบเท่ห์ ๆ แต่เนื่องจากความเท่ห์เป็น relation หรือความสัมพัทธ์ การมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวไม่สามารถประกาศความเท่ห์ได้ เราจึงได้เห็นโฆษณาชุด Get a Mac ซึ่งมีนัยะของการข่มผู้ใช้ PC ทั่วไปเพื่อประกาศความเท่ห์ของผู้ใช้ Apple อยู่

ในเมื่อความเท่ห์เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสินค้า Apple เป็นปัจจัยที่สำคัญพอ ๆ กับ ดีไซน์ คุณภาพ และราคา ลองคิดดูครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากมีคนเสนอแนวคิดที่ว่า "ผลิตภัณฑ์ Apple ราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น" หรือ "ผลิตภัณฑ์ Apple ไม่ได้มีคุณภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่น" หรือ "Apple ไม่ได้ใช้ง่ายอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจกัน" ในห้วงความคิดแรก หลายคนอาจมองว่าไม่เกี่ยวกับความเท่ห์เท่าไร แต่จริง ๆ แล้วมันเกี่ยวแบบเต็ม ๆ เพราะความเท่ห์ของ Apple ไม่ได้มีเพียงเรื่องดีไซน์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความฉลาดในการเลือกซื้อด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น ความขัดแย้งย่อมบังเกิด การประกาศความเป็นสาวก เพื่อปกป้องความเท่ห์ของการเลือกใช้ Apple จึงมีให้เห็น สงครามสาวก Apple vs. The Other จึงเลี่ยงไม่ได้ และมักจะจบตรงบทสรุปที่ว่า สินค้า Apple ดีทุกประการ (ในสายตาสาวก) ส่วนคนอื่น ๆ ก็เบื่อและเลิกไปเอง (ส่วนหนึ่งเพราะคิดว่า ไม่ได้ควักเงินซื้อของให้สาวก)

image

ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่า ผมจะไม่ซื้อสินค้าของ Apple อีก หากการตลาดและ Product Line ของ Apple ยังคงเป็นอยู่แบบในตอนนี้ ผมเคยซื้อสินค้ายี่ห้อ Apple มาใช้งานสองชิ้น และเคยสัมผัส Mac OS X (จาก MacBook ของรุ่นน้อง) และ iPhone (จากร้าน Telekom)  มาบ้าง สำหรับ Mac OS X และ iPhone ผมคงไม่วิจารณ์อะไรมากนัก เพราะ จุดแข็งของ Mac OS X อยู่ที่ Usability แต่ Usability สำหรับผมคือความเคยชิน และผมเป็นคนไม่ชอบใช้ Smart Phone อยู่แล้วก็เลยไม่ได้สนใจ iPhone มากนัก

แต่ iPod สองเครื่องที่ผมซื้อมา ทำให้ผมมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับ Apple อย่างมาก ด้วยเหตุผลดังนี้

  1. การ upload เพลงขึ้น iPod ยากมาก ไม่ intuitive อย่างแรง ผมซื้อ iPod Shuffle ให้น้องสาวหนึ่งเครื่อง เวลาผ่านไปสองปี เธอยังไม่สามารถ upload เพลงขึ้น iPod ได้
  2. Software ที่ใช้บน iPod แฮงค์บ่อยมาก จนต้องเปลี่ยนเครื่องไปแล้วหนึ่งครั้ง จนถึงตอนนี้ก็ยังมีอาการแฮงค์อยู่เรื่อย ๆ และรู้สึกว่าผมไม่ได้เป็นคนเดียวด้วยสิ

  3. หูฟังห่วยมาก ห่วยขนาดที่มันพังตั้งแต่วันแรกที่ใช้งาน และเสียงสู้หูฟัง Sony ราคา 7 ยูโรไม่ได้
  4. อ่านภาษาไทยไม่ได้
  5. มัน minimalist เกินไป จนทำอะไรแทบไม่ได้เลย (ยิ่งกว่า Gnome เสียอีก)
  6. สินค้าสเปคคล้ายคลึงกันแต่คนละยี่ห้อ ราคาถูกกว่ามากมาย
สุดท้ายผมเลยเลิกใช้ iPod ทั้งที่มันยังไม่พัง (แต่แฮงค์บ่อยมาก) แล้วซื้อ Phillip GoGear มาใช้งานแทน รู้สึกมีความสุขในการใช้งานมากกว่ากันมากมาย ด้วยความไม่ประทับใจเหล่านี้ ผมจึงไม่อยากซื้อสินค้า Apple มาใช้งานอีก ยิ่งเมื่อพิจรณาถึงปัจจัยเรื่อง feature, คุณภาพ และราคาด้วยแล้ว ความน่าซื้อของ Apple ก็ยิ่งลดลง

ผมตั้งใจไว้ว่า หลังจากเรียนจบจะซื้อโน้ตบุ้คใหม่หนึ่งเครื่อง (งานที่ผมทำอยู่เป็นงาน Simulation และ Data Processing ที่ใช้พลังการคำนวนเยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เลยใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนโน้ตบุคได้บ่อย ๆ) หนึ่งในตัวเลือกที่ผมสนใจคือ MacBook ด้วยเหตุผลที่ว่า หากใช้ MacBook ผมก็จะสามารถใช้ระบบปฏิบัติการที่สำคัญได้ครบทั้งสามตัว คือ Linux, Windows และ  Mac OS เพื่อที่จะใช้ทดสอบซอพท์แวร์ที่เขียนขึ้น แต่เมื่อคิดไปคิดมา มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ในการที่ผมต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า (โน้ตบุ้คสเปคเดียวกัน ยี่ห้ออื่น ๆ ถูกกว่า MacBook ประมาณสองเท่า) เพื่อที่จะใช้ Mac OS ทั้งที่ Mac OS สามารถใช้งานบนโน้ตบุ้คเครื่องอื่น ๆ ได้ หาก Apple ต้องการ

และนี่คือตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น สำหรับนโยบายผูกขาดของ Apple ที่มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณี iTunes หรือ App Store สำหรับ Apple แล้วทุกอย่างควรอยู่ในการควบคุม โดยมักใช้ข้ออ้างในเรื่องคุณภาพที่ลูกค้าควรได้รับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้มากที่สุด เพราะมันขัดต่อแนวทาง Open Source ที่ผมชื่นชอบ

ที่สุดแล้ว การตัดสินใจเลือกใช้สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่สามารถกำหนดให้ทุกคนคิดและตัดสินใจเหมือนเราได้

19 Apr 09 | by | tags นานาสารพัน ไอที Apple

read 4832

<<จุดอ่อนของคนเสื้อแดง || ปัญหาการเมืองเป็นเรื่องของจริยธรรม ?>>

udom

โพสต์นี้ขอแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวละกันนะครับ

ผมเองก็เป็นคนที่ใช้เครื่องเล่น MP3 มาแล้วหลายยี่ห้อ ทั้ง iRiver, SonyMD, Creative Zen รวมไปถึง iPod ด้วย ทุกเครื่องนั้นมีทั้งจุดที่ชอบและไม่ชอบ

สำหรับ iPod ผมใช้มาแล้ว 2 เครื่อง ใช้เพราะเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมากๆ และ iPod ตอบสนองผมได้ ในแง่ของการเก็บเพลงหลายพันเพลงเอาไว้ในกล่องๆ นึงได้ ทุกอย่าง OK แต่ไม่ชอบที่มัน encrypt firmware ทำให้ไม่สามารถลง font ภาษาไทยใน iPod Classic ได้ แต่ Apple ใส่ภาษาไทยให้เลยใน iPod Nano gen2 ซะงั้น

ส่วนของ Creative ออกเป็น Firmware ภาษาไทยให้ดาวน์โหลดมาัอัพเดทใช้งานได้เลย ทำไม Apple ทำไม่ได้ (ผมว่า Apple ทำได้ แต่ไม่ทำ เห็นกันอยู่ในกรณีของ iPod Nano และ firmware iPhone 3.0) เซ็งมากครับ แต่ด้วยความจุ และระบบ library ที่โดนใจ ผมก็ยังจะใช้ iPod Classic ต่อ ด้วยความหวังว่า apple จะออก firmware ที่มีภาษาไทย หรือปลดล็อค firmware ได้ซะที เฮ้อ ...

30 Apr 09

indi

You are what you choose ... เป็นอย่างที่เราเลือกเอง เราเลือกเองก็มองว่าดีทั้งนั้น (ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่) การที่คุณเลือกที่จะไม่แมคก็เพราะตุณคิดว่ามันชอบด้วยทั้งเหตุผลและอารมณ์ แต่นั่นก็เพียงบริบทของคุณ หรือบริบทของคนส่วนใหญ่ไม่เถียง ... แต่อย่ามาเหมารวมว่าสาวกทั้งหมดนั้น Bad ครับ ขอฝาก

30 Apr 09

princ

ผมเคารพทุกความเห็นนะแต่ในความคิดผม ผมว่าถ้าเรามีอคิตต่ออะไรซักสิ่งเราก็จะไม่ชอบสิ่งนั้นไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ก็ตาม ผมเป็นคนนึงที่ซื้อ macbook ตั้งแต่ที่มันออกมารุ่นแรก แล้วเป็น notebook ขอผมเครื่องแรก เพราะว่าผมอยากลองใช้ mac os X ตอนนั้นในใจไม่เคยคิดเลยว่ามันเท่ห์ตรงไหนเลย แค่คิดว่าเราได้ใช้ os ที่ต่างไปจาก windows แล้ว จนถึงทุกวันนี้ผมก็จะโดนเพื่อนๆรอบๆตัวล้อเสมอว่า อยากใช้ macbook เหมือนกันเพราะมันเท่ห์ ตอนแรกๆก็ไม่ได้อยากเถียงอะไรกับเพื่อนแต่ตอนหลังๆนี้ ผมจะบอกพวกเพื่อนๆผมว่า มันไม่ได้เท่ห์อะไรหรอกแต่ที่ใช้ถึงทุกวันนี้เพราะ os ของมันเท่านั้น ส่วนเรื่อง ipod ผมก็ซื้อครับเหตุผลที่ซื้อเพราะผมชอบเสียงที่ ipod ให้ไม่ได้ซื้อเพราะเท่ห์อีกนั่นแหละ เพราะเวลาออกไปข้างนอกเวลาฟังเพลงก็ไม่ได้เอาตัวเครื่องออกมาถือเอาใส่กระเป๋าไว้ เรื่องที่ผมไม่ชอบสินค้า apple ก็มีครับ iphone ผมไม่ชอบตั้งแต่มันออกมารุ่นแรกเลย เพราะ มันเปลี่ยนแบตโดนถอดฝาหลังเหมือนยี้ห้ออื่นไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าจะทำแบบนี้เพื่ออะไรหาคำตอบไม่ได้ซักที แล้วโฆษณา Get a mac ส่วนตัวผมไม่เคยชอบเลยเพราะมันเหมือนไปดูผู้อื่น

01 May 09

tanakorn

บ้านผมเคยได้ ipod nano เป็นของขวัญครับ (ที่บอกว่าบ้านเพราะผมมีน้องอีกสามคน ipod เครื่องนี้คงต้องแบ่งกันใช้) ครั้งแรกที่จะลงเพลงเลย ผมนึกว่ามันเอาเพลงลงได้เหมือนเครื่องเล่นทั่วไปที่ลากไฟล์มาลงได้ ปรากฎว่าใช้ไม่ได้ครับ งงกันทั้งบ้าน ฮ่าๆ

ก็เลยโทรศัพท์ไปถามเพื่อนที่ใช้อยู่ เพื่อนบอกว่าต้องลงผ่าน itune ก็ไม่เป็นไรครับ โหลดได้ บ้านผมมีเน็ตไฮสปีด (แต่ไม่อยากเชื่อ 60 กว่าเมกเลยแฮะ)

โหลดโปรแกรมมาลงก็เกิดปัญหาอีกคือ ...

น้องผมใช้โปรแกรมไม่เป็นครับ ไอ้ผมก็อยากด่าน้องเหลือเกินว่ามันจะยากอะไรนักหนาแค่ลงเพลงเนี่ย แต่พอผมไปทำปรากฎว่าผมเองก็ลงไม่ได้เหมือนกันแฮะ ฮ่าๆ

ผู้เดือดร้อนคือเพื่อนผมที่โดนผมโทรไปรบกวนถึงวิธีเอาเพลงลง ipod แหะ กว่าจะเอาเพลงลงได้โดนเพื่อนด่าว่าโง่ตั้งหลายที ฮ่าๆ

ที่คุณ bow_der_kleine บอกว่าใช้เวลาตั้งสองปี ผมว่ามันอาจจะแล้วแต่แต่ละคนมั้งครับ คือผมไม่ใช่คนที่ฟังเพลง โปรแกรมพวกนี้ผมเลยไม่ค่อยรู้เรื่องระบบมันเท่าไหร่ ผมเรียนทางด้านคอมนะ แต่เพื่อนผมที่ผมโทรไปถามนี่เค้าเรียนหมอนะ เค้าบอกว่าเค้าก็ทำเป็นตั้งแต่ลงโปรแกรมเสร็จนั่นแหละ เหอๆ

ซึ่งถ้าจะพูดถึงข้อดีของ itune ก็คงเป็นระบบจัดการเพลงมั้งครับ อย่างเพื่อนผมมีเพลงเป็นพัน มันคงรู้สึกสะดวก แต่ตัวผมเองมีเพลงที่ฟังไม่ถึงร้อย เลยไม่เห็นถึงประโยชน์ของโปรแกรมนี้

แต่อยากบ่นหน่อยเหอะว่าทำไม ipod ของผมมันห่วยจัง ใช้ได้ครึ่งปีเองมั้ง แบตก็เสื่อมซะแล้ว เซ็งจริงๆ

02 May 09

COffee planet

เราใช้Mac นะ เพราะตอนทำทีสีสใช้ของห้องแล็บแล้วพบว่า ในการทำโปรแกรมแบบเรามันมีfunctionหลายอย่างที่ประหยัดเวลา แล้วพอรวมกันเล็กๆน้อยๆหนึ่งปี เราได้เวลาที่เร็วขึ้นในการทำงานเยอะมาก เราใช้iphoneด้วย มันอาจไม่super functionalเท่าของที่ญี่ปุ่น แต่อย่างน้อย เราก็ได้ทุกอย่างที่เราต้องการ รวมcompactในชิ้นเดียว ที่ถูกที่สุดในไทย กลับมาส่งsmsใหม่ เล่นmailง่าย charge batจากเครื่องคอมแม้อยู่ในรถหรือที่ไหนก็ได้ เหลืออีกอย่างถ้าเล่นkey note กับ power point ต่อลงเครื่องฉายได้ เราคงไม่ต้องกระเตง mac book proไปทั่วกรุงเทพ เคยมีคนพูดว่าเดี๋ยวนี้เครื่องจีนหน้าตาเหมือนกันเด๊ะ ราคาหนึ่งในสิบ แต่เราไม่เสียใจอ่ะ เราซื้อfunctionข้างใน(ที่ใครๆว่าน้อย แต่พอดีสำหรับเราไง) แต่เวลาประชุมเราก็ยอมรับว่ารู้สึกแปลกๆ ทุกคนแต่งตัวไม่เหมือนกันเลย แต่ทุกคนมีเครื่องmacตั้งอยู่ข้างหน้า ซ้ายมือเป็นไอโฟน ขวามือเป็นปากกาLAMY 80% สงสัยเหมือนกันว่าที่ปั๊มออกมาจากโรงงานนี่มันของที่อยู่ข้างหน้า หรือสมองของคนทั้งที่ประชุมกันแน่

27 Jul 09

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login