ComBioLaw.De » Blog » นานาสารพัน » เมตตาทาน / กรุณาทำ (?)

เมตตาทาน / กรุณาทำ (?)

image สักสองสามเดือนมาแล้วที่ผมใช้เวลาว่างนั่งขบ "ตัวเอง" และ ตั้งคำถามกับ รูปแบบกิจกรรมบริจาคทานของคนกลุ่มหนึ่งแถว ๆ นี้ เพราะแม้ผมจะไม่ได้ไปร่วมอะไรกับเขา แต่กลับไม่รู้สึกเสียดาย หรือตะขิดตะขวงใจอะไรนัก...นี่ ผมกำลังเป็นคนใจบาป หรือใจไม้ไส้ระกำอยู่หรือเปล่า ?

เพื่อนผู้ร่วมงานนั้นคนหนึ่งกลับมาเล่าให้ฟังว่า ผู้คนในงานต่างสนุกสนานกันอย่างสุดเหวี่ยง หน้าตาชื่นบาน เสมือนหนึ่งได้โปรดสัตว์ครั้งใหญ่ ดื่มกินกันไม่ลืมหูลืมตา เต้นสนุกสุดหรรษายิ่งกว่าอยู่ในดิสโก้เธค เรียกว่า ใครลองทะลึ่ง นั่งคำนวนราคา ของการได้มาสนุก เริงกิเลสส่วนบุคคล อาจตกใจก็ได้เมื่อพบว่า มันมากมายเกินกว่า "คุณค่า" "มุมมองต่อปัญหา" หรือ "แง่คิด" ที่ได้จากการจัดงานครั้งนั้นเสียอีก เพื่อนคนนี้มันจริงจังหน่อย อ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้มาก เนื่องจากเป็นคนเคยทำ และยังทำกิจกรรมแนวสัมผัส และศึกษาปัญหาชาวบ้านตัวยง เลยไม่อาจอยู่ร่วมได้นานนัก หลังจากทำบุญทำทานไปตามคอนเซ็ปของงานแล้ว ก็กลับบ้านไปนอนทบทวนบางอย่าง เรื่องน่าคิดเรื่องหนึ่งหลุดจากปากมันว่า การทำอะไรครั้งนี้มันเหมือน กับพวกเขา (ตัวมันเองด้วย) พูดไปยังน้อง ๆ ที่ส่งเงินไปให้ว่า

"เฮ้ย..น้อง เอาเงินของพวกพ่ีไปนะ แล้วตั้งใจเรียนให้จบไว ๆ จบแล้วจะได้มาช่วยกันแก้ปัญหาที่พวกพี่ ๆ สร้างเอาไว้ให้" ...

นานาสารพัน นานาสารพัน

เชกูวารา เชกูวารา

ผมยังหาความหมาย (ถูกใจ) ให้กับการทำบุญทำทานรูปแบบนี้ไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกว่า ภาพที่เพื่อนเล่ามา ชวนให้นึกถึงภาพ คุณหญิงคุณนาย ที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้ แต่งตัวสวยงามไปอวดโฉมกันในงานกาล่า เสร็จแล้วก็เอาผ้าผวย หรือเงินที่ได้มา ไปให้ชาวเขาผู้น่าสงสาร ที่ทำมาหากินอะไรไม่ได้ ยากจน ซะจนไม่มีเงินแม้แค่เพียงซื้อความอบอุ่นให้ตัวเอง

หลังจากมอบข้าวของเสร็จ ก็ไปเที่ยวเตร่ตามโปรแกรมหลัก (เพราะการเอาผ้าห่มไปแจกชาวเขา เป็นโปรแกรมเสริม) ที่คณะทัวร์จัดไว้ให้ หาความรื่นรมย์ จากทะเลหมอกเชียงดาว หรือ ภูชี้ฟ้า จากนั้นก็ไปนั่งละเลียดไวน์แดงขวดเหยียบแสนบนภัตตคารหรูบนดอยอ่างขาง เสร็จ "กิจกรรม" ทั้งหมดแล้ว ก็นั่งเรือบินปร๋อกลับบ้านด้วยความสุข พร้อมความอิ่มเอิบใจ ที่ได้แสดง ความเมตตาบริจาคทาน แบ่งปันเพื่อนร่วมโลกให้อุ่นขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็สามสี่เดือนในฤดูหนาว

่ปีหน้าพวกเธอตั้งใจว่า จะหาทางไปทัวร์ที่อื่น ๆ อีก แล้วก็หาผ้าห่มไปแจกใหม่ หลังจากที่ นักการเมือง ข้าราชการ ผู้หลักผู้ใหญ่ หรือสามีของพวกเธอ จัดการวางนโยบาย สร้างปัญหาอื่น ๆ ให้พวกชาวเขาได้ประสบกับความยากจนยิ่งขึ้นไปอีก จนไม่มีเงินซื้อผ้าห่ม (ภาพประกอบขาวดำสองภาพเป็นของ : คุณ dr.Moo ครับ)

image

พวกเธอมักทำเป็นลืม ๆ ไป หรือมักไม่ค่อยสนใจนักว่า ปัญหาเชิงลึกที่ชาวเขาเหล่านั้นประสบ มันคืออะไรกันแน่ ? สาเหตุอันใดกันเล่า ชาวเขาผู้น่าสงสารเหลือเกินเหล่านี้ จึงยากจนข้นแค้น ? ถึงขนาดต้องรอคอยแต่ความอบอุ่นเป็นทานจากพวกเธอ ทั้ง ๆ ที่บางที ด้วยสถานะของพวกเธอ อาจช่วยขบคิด หรือ ตีแผ่ปัญหาเหล่านั้น หรือช่วยผลักดันอะไรที่เป็นรูปธรรม เพื่อการแก้ปัญหาที่ "ยั่งยืน" มากกว่า การวิ่งซื้อหาผ้าห่มมาแจกจ่ายมันไปทุกปี

ปกติแล้ว ผมเป็นคนมีเมตตากรุณาติดตัวน้อยนิดเต็มที (ไม่ค่อยภูมิใจนำเสนอเท่าไหร่หรอก) แต่กระนั้นก็ตาม สมัยเรียนก็ยินดีวิ่งตามใครต่อใครไปร่วมศึกษา และทำอะไรกับคนยากคนจน สิบวัน สิบห้าวัน ตามประสา การแอบไปนั่งร้องไห้ให้กับความอยุติธรรมที่ชาวบ้านจำนวนมากได้รับ แล้วลงมือให้คำปรึกษา และหาทางช่วยแบบไม่ใช่สตางค์ หรือข้าวของ คงพอชี้ให้ตัวผมเอง (นะ คนอื่นไม่รู้) เห็นได้ว่า "เออ..กรูนี่ก็ไม่ใช่พวกเลือดเย็น หรือใจไม้ไส้ระกำ เสียทีเดียวนี่หว่า พอเข้าวัดเข้าวากับเขาได้"

แต่ ผมมักปะดักปะเดิดเสมอ กับการเข้าร่วมกิจกรรมการทำทานประเภท ชมคอนเสิร์ต ดู แฟชั่นแสดงเสื้อผ้าหรูหรา ประมูลข้าวของฟุ่มเฟือยของดารา แล้วเอา "รายได้ส่วนหนึ่ง" ไปบริจาค หรือแม้แต่ การเอาข้าวของไปแจกกันแบบง่าย ๆ ไวไว (มาม่า) จบแล้วก็กลับบ้านนอนอิ่มใจ มีเรี่ยวแรงบริหารกิเลสตัวเองต่อ ก็ยังรู้สึกแหม่ง ๆ

ทั้งนี้เพราะ ในหลาย ๆ งาน (ไม่ใช่ทุกงาน) นอกจากการจำหน่ายข้าวของราคาแพง (กว่าปกติ) ความสนุกสนาน บันเทิงเริงใจ อิ่มอร่อย (บุญ) แล้ว ผมมองหา ความพยายามในการสอดแทรกเรื่องราว เล่าปัญหาในเชิงลึก หรือ กระตุ้นให้ผู้ร่วมกิจกรรมอยากรู้ปัญหา เพิ่มมุมมองเชิงสังคม หรืออยากเข้าไปร่วมศึกษาทุกข์ภัยที่แท้จริงของคนที่พวกเขากำลังจะควักสตางค์ ช่วย ของผู้จัดงานประเภทดังกล่าวแทบไม่เจอ

จะเกินไปไหม ? ถ้าจะพูดว่า กิจกรรมเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้ว ผู้จัด ไม่ค่อยอยากใส่อะไรที่ซับซ้อน เข้าใจยาก เพราะเกรงว่า หนักไปแล้วจะไม่มีคนไปร่วม แหม... ก็แค่ทำงาน (หรือ บางคนเรียน) ก็ เครียดจะตายอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ "เนื้อหา" เหล่านั้น อาจช่วยให้เกิดวิธีการแก้ปัญหาทั้งหลายที่ยั่งยืนขึ้น หรือช่วยปลูกฝังจิตใจเมตตา (จากข้างใน) ให้กับผู้ร่วมงานได้มากกว่า งานลักษณะนี้ไม่ค่อยมีมิติของการ ช่วยยกระดับจิตใจผู้ร่วมงานให้เหนือไปก ว่าเพียงการ แสดง "ความเมตตา" ภายใต้สายตา ของการมองคนอื่นว่า เป็น "ผู้ยากไร้" และ "ด้อยกว่า" ตัวเอง

image

เขียนเรื่องนี้แล้ว พาให้นึกถึงตัวอย่างเอ็กตรีม ๆ ขึ้นมาได้หนึ่งตัวอย่าง ครับ ใครเคยดู "มนต์รักทรานซิสเตอร์ " ของ เป็นเอก บ้าง ? เป็นหนังแนว "หมู หมา กา ไก่ และ ขี้" เรื่องหนึ่งที่ผมชอบ ถ้าเคยดูน่าจะพอจำฉากหนึ่งได้

หลังจากที่ ไอ้แผนกับบักเสี่ยว หนีหัวหน้าออกจากไร่อ้อยได้อย่าง สะบักสบอม จนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หน้าตามอมแมม และกำลังหิวโหย เผอิญผ่านหน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง เห็นคนแต่งตัวซอมซ่อเดินเข้าไปในนั้น เลยเดินตามไปด้วย มีป้ายประกาศว่า มีงานแฟชั่น (ประกวดชุดคนจน) ที่จัดขึ้น เพื่อหาเงินบริจาคให้กับ น้องผู้หิวโหย เห็นดังนั้น ทั้งสอง ก็เลยจัดการกับอาหารดี ๆ บนโต๊ะเสียยกใหญ่ด้วย "ความหิวโหย" แต่พอมีคนจับได้ว่า ไอ้สองคนนี้มัน "จนจริง ๆ" ก็เลยโดนยำเละเทะ ถูกเตะกระเด็นออกมาจากงาน

เอาล่ะ ผมว่า จริง ๆ คงไม่เป็นอย่างนี้หรอก แต่ เป็นเอก สะท้อนภาพการทำบุญของคนรวยได้สะใจดี ผมชอบ..

บุญ/ทานกึ่งสำเร็จรูป ที่เราสามารถอิ่มอร่อย (บุญ) ได้ง่าย ๆ แค่เพียงล้วงกระเป๋าจ่ายแจกไป คงถือเป็นรูปแบบพื้นฐานสำหรับผู้คนมานานแล้วกระมัง ยิ่่่่่่่่่่่งในยุคทุนนิยม ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วย "เงิน" หรือ "วัตถุสิ่งของ" ในยุคปัจเจกชน ที่ต่างคนต่างอยู่ ปัญหาของแกไม่ใช่ปัญหาของฉัน เงินเดือนน้อย ต้องเรียนหนัก (เพื่อเงินเดือนจะได้เยอะ) เครียด หรือ ขี้เกียจคิดมาก ฯลฯ คงเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดา

โอ๊ะ แต่เปล่าเลย...บล็อกนี้ ผม ไม่ได้บอกว่า "ความเมตตา" (ด้วยการบริจาคทาน) เป็นสิ่งไม่ดี หรือรับไม่ได้นะครับ อย่าเข้าใจผิด และผมก็ไม่ได้กำลังด่าใครอยู่ด้วย ดังนั้น ใครอ่านแล้ว (คิดว่าเกี่ยวกับตัวเอง) ไม่ต้องรีบตีอกชกตัว เดือดเนื้อร้อนใจไป สิ่งที่คุณทำนั้นดีอยู่แล้วล่ะ อย่างน้อย ๆ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย (แบบผม)

่ที่ี่เขียนนี่ เพราะอยากเก็บไว้เป็นคำเตือนสติ (ใคร ๆ รวมทั้ง ตัวผมเอง) เท่านั้นว่า บางทีสิ่งที่เราท่านกำลังทำ หรือคิดกันอยู่ มันอาจยังไม่ใช่ "ทั้งหมด" ของสิ่งที่ถูกต้องดีงาม หรือ มิเช่นนั้น หากขบคิดให้มากขึ้นอีกสักหน่อย มันอาจมีสิ่งที่ "ควรทำ มากกว่า" หรือ "ทำได้ดีกว่า" รอพวกเราอยู่ ก็เป็นได้ (นามธรรมเกินไปมั๊ย ?)

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครอ่านแล้วคิดว่าผมกำลังด่า นั่นก็แสดงว่า คุณคิด และนิยามกันเอาเองว่า  คนมีเมตตา แต่ไม่มีจิตสำนึกอย่างอื่น ไม่มองปัญหาอื่น หรือยังมีกิเลสมากมาย คือ "คนไม่ดี"  "คนเลว" ที่ต้องด่า...ซึ่งไม่ใช่ซักกะหน่อย เป็นเรื่องธรรมดาจะตายไป เพราะผมก็ยังมีกิเลสหนา และไม่ค่อยมีจิตสำนึกอีกหลายเรื่อง  และเชื่อว่ามนุษย์บนโลกก็เป็นแบบนี้กันไม่น้อย ถ้างั้นมิต้องเขียนด่ากันจนเมื่อยไปรึ ?

image

อยากสรุปปิดท้ายเล่น ๆ ว่า ปัจจุบันด้วยอะไรหลายอย่าง เลยทำให้วิธีการแสดง "ความเมตตา" (การอยากให้ผู้อื่น "มีความสุข") มันง่ายดายไปซะหมด (บริจาคเงินก็ทำให้คนอื่นมีความสุขได้แม้ชั่วครั้งชั่วยาม) และด้วยความง่าย รวดเร็ว และบางทีก็มาพร้อมกับความสนุกสนาน หรือมีของแถมนี่แหละ เลยทำให้ "ความเมตตา" เวอร์ชั่นนี้ เป็นที่นิยมของคนจำนวนมากไป โดยอาจมีจำนวนไม่น้อย คิดเลยเถิด ยกความเมตตานั้นขึ้นยันกับคนอื่น ๆ ว่า ตนใจบุญสุนทาน และอยู่เหนือกว่า ฉวยโอกาสสร้างปัญหาอื่นซ้ำเติมให้กับสังคม ทั้งแบบรู้ตัว และไม่รู้ตัว รวมทั้งไม่คิดใส่ใจมอง หรือศึกษาปัญหาที่ลึกขึ้น ด้วยข้ออ้างว่า "ก็ฉันช่วยไปแล้วนี่"

ความเมตตา นั้นเป็นเรื่องดี แต่คงดี และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ้า เราเมตตาทานกัน โดยไม่ทอดทิ้ง เรื่องยาก ๆ ที่อาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่ให้ผลยั่งยืนกว่า อย่างเช่น การลงมือศึกษา และซึมซับปัญหา เพื่อลองมอง และค้นหา ต้นตอแห่งทุกข์ เมื่อมีโอกาสจะได้ช่วยทำให้เขาพ้น ๆ จากมันไปเสีย ก็ที่เขาเรียกกันว่า ความกรุณา ไงครับ

ผมเอง ก็จะพยายามดูนะ :)

04 Jan 07 | by | tags นานาสารพัน

read 3035

<<Blog-Tag || Underground Hero (บุคคลแห่งต้นปี)>>

bow_der_kleine

บุญ/ทานกึ่งสำเร็จรูป ที่เราสามารถอิ่มอร่อย (บุญ) ได้ง่าย ๆ แค่เพียงล้วงกระเป๋าจ่ายแจกไป
อะไรที่ง่าย ๆ ผมว่ามันก็ดีนะครับ แต่หากง่ายแบบไม่ถูกกาละเทศะ มันจะกลายเป็น "มักง่าย" ไป ไม่เว้นแม้แต่เรื่องทำบุญ

จริง ๆ จุดประสงค์ของการให้ทานไม่ใช่ได้บุญครับ (หากเป็นอย่างนั้น ควรเรียกว่าซื้อบุญ มากกว่าจะเป็นให้ทานนะ ผมว่า) แต่คือจุดเริ่มต้นของการลด ละ เลิก หากไปงานทำบุญแล้วนอกจากจะไม่คิดลด ละ เลิก แถมยังได้ความสนุกสนานกับความอิ่มบุญกลับมาด้วย ผมว่าอย่างนี้คงผิดจุดประสงค์เต็มที

แต่การผิดจุดประสงค์ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ

04 Jan 07

พี่แปง

ทำบุญทำทานได้แค่กุศลจิต ก็พอแล้วมั้ง แต่ถ้าไปสร้างอกุศลจิตต่อก็ตัวใครตัวมัน

ดังนั้นไปทำบุญทำทานแล้วความอิ่มบุญมันยั่งยืนแค่ไหน ถ้าไปทำบุญทำทานด้วย

ความเครียดนอกจากไม่ได้บุญ กลับมาแล้วยังพกความเครียดกับมาด้วยนั่นเรียกว่า

ไปทำบุญทำทานแต่ได้กิเลศกับมาเต็ม ๆ

05 Jan 07

เชกูวารา

คุณโบว์ - เห็นด้วยนะครับเรื่องจุดประสงค์บุญ/ทาน แต่คิดว่า "มักง่าย" คงแรงไปหน่อย ไม่หนับหนุน เนื่องจากมีความหมายไปในทางเนกกาทีฟ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนที่ลงมือทำทานให้คนอื่นได้มีอะไรดี ๆ อยู่ในตัว แต่อาจติดปัญหาบางประการ เช่น เวลา โอกาส ก็เลยใช้วิธีการดังกล่าว  ซึ่งก็อย่างที่เราเห็นตรงกันแหละว่า ที่สุดแล้วการเมตตา และบริจาคทานไม่มีอะไรเลวร้ายนะครับ ทำเถอะ  เอาเป็นว่า ผมขอใช้คำว่า มันยังมี  "ความงาม ใน ความง่าย" สำหรับเรื่องนี้แล้วกัน

พี่แปง - ผมว่าพวกเราไม่ได้คิดต่างกันนะ สำหรับเรื่องกุศลจิต หรืออะไรก็ตามที่ว่ามา แต่ขออภัย เนื่องจากสิ่งที่พี่เขียนมามันไม่ตรงประเด็นกับสิ่งที่ผมต้องการสื่่อ เลยขอผ่าน ไม่ตอบนะครับ

06 Jan 07

พี่แปง

ไม่ได้หวังใช้เชฯ ตอบน่อ เพราะเขียนถึงโบว์นะ ขอโทษทีไม่ได้ใส่ชื่อ

08 Jan 07

BioLawCom

เอาล่ะครับ...เป็นเรื่องจนได้ 555+ สำหรับบล็อกนี้ เพราะในที่สุด ก็มีคนออกมาชวนให้ปวดหัว กับเรื่องพวกนี้จริง ๆ (เฮ้อ..ไม่อยากจะเชื่อเลย) เนื่องจากมีผู้หวังดี (?) มาดึงบล็อกนี้ไปช่วยเผยแพร่ต่อให้ (แล้วพวกผม ตามไปเจอ)  ก็มีคนกลุ่มหนึ่ง พยายามดึงถ้อยคำ บางช่วง และพยายามเบือนประเด็นหลัก และเจตนาในบล็อก ออกไปยำกันเละเทะ ใครสนใจ เรียนเชิญเข้าไปอ่าน การแสดงความคิดเห็นด้วยภาษาและตรรกแบบไทย ๆ ได้ที่บอร์ด สนทย. ครับ

08 Jan 07

ตามดู

ตามไปไล่อ่านอยู่ตั้งนาน อืมทำไมต้องออกมาซะขนาดนั้นก็ในนี่เขาอ้างถึงไว้แค่กระจึ๊งเดียว Surprised

09 Jan 07

4357859

คิดว่ามีแต่เด็กไทยในเมืองไทย

ที่อ่านหนังสือไม่แตก

ที่นู่นเขาก็มีเหมือนกัน ดีๆจะได้เท่าเทียม :P

09 Jan 07

49873426

อ่านดูแล้วก็สะใจดีคิดถึงพวกคุณหญิงคุณนายเวลาทำบุญ

ตอนแรกไม่ได้คิดถึงงานนักเรียนพอไปอ่านที่บอร์ดนักเรียนนอกเออก็มี

แต่ก็อย่างที่คุณเชบอกแหละ

คนจัดมันไม่เท่าไหร่ คนร่วมบางทีก็หนักกว่าี

09 Jan 07

472349581

พึ่งรุ็ชัดว่าเมตตากับกรุณามันต่างกัน

คิด่ว่าเหมือนกันหรือไม่ต่างกันมากเห็นใช้ติดกัน

แต่ถ้าใครอ่านแล้วไม่มีเมตตาจริงก็คงต้องเคืองมั้ง

ตอนนี้ประเทศไทยมีปัญหาต้องมีเมตตากันให้มากมาก

09 Jan 07

เด็กไทยคนหนึ่ง

ทำไมพี่ต้องดูถูกเด็กที่เมืองไทยด้วยละคะ  เด็กไทยทุกคนหรือเปล่าที่อ่านหนังสือไม่แตก ยกคำพูดของพี่มา

"  คิดว่ามีแต่เด็กไทยในเมืองไทย ที่อ่านหนังสือไม่แตก   "

พี่รู้ได้ยังไง พี่เป็นใครเหรอคะถึงรู้ แสนจะรู้ดีขนาดนี้

09 Jan 07

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login