ComBioLaw.De » Blog » เกร็ดชีวิต เยอรมัน » เรื่องเล่า bow_der_kleine : ฝึกเรือใบ II

เรื่องเล่า bow_der_kleine : ฝึกเรือใบ II

imageหลังจากติดค้างเขียนภาคสองมาเสียนาน ไม่มีโอกาสได้เขียนเสียที เพราะติดทั้งภารกิจสอบ และภารกิจอื่น ๆ เอ้าใครยังไม่ได้อ่านภาคแรก เข้าไปอ่านก่อนได้ครับ ที่ เรื่องเล่า bow_der_kleine : ฝึกเรือใบ

ข้อได้เปรียบของทหารเรือที่มีต่อทหารเหล่าอื่นคือ มีโอกาสได้ออกไปชมโลกกว้างในเวลาฝึก เพราะคงไม่มีทหารเรือชาติไหน ที่มีเรือขนาดใหญ่ และจะทำการฝึกเฉพาะในน่านน้ำของตัวเอง เพราะภารกิจของทหารเรือนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะในน่านน้ำตัวเองเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเรือเยอรมัน

ใช่ว่าหน้าที่หลักของทหารเรือเยอรมัน คือการรุกรานชาวโลกครับ (เหมือนทหารเรือบางชาติ) แต่ว่าเป็นไปตามข้อตกลงขององกรณ์ระหว่างประเทศ ทั้ง NATO และ UN

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NATO...

เกร็ดชีวิต เยอรมัน เกร็ดชีวิต เยอรมัน

bow_der_kleine bow_der_kleine

เพราะในข้อตกลงของ NATO นั้น มีข้อกำหนดในการฝึกร่วมระหว่างประเทศสมาชิกด้วย ว่าต้องฝึกร่วมกันบ่อยเพียงใด และต้องให้การสนับสนุนด้านใดบ้าง ทหารเหล่าอื่นอาจไม่มีโอกาสได้ฝึกร่วมกับทหารประเทศอื่น ๆ ดังเช่นทหารเรือ เพราะสภาพการณ์ไม่เอื้ออำนวย ผมก็เลยได้ส่วนบุญ มีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เยอรมัน ในระหว่าการกฝึกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ในการฝึกเรือใบของผมครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนสองประเทศด้วยกัน คือ นอร์เวย์ ประเทศบ้านเกิดของเรือใบ Statsraad Lehmkuhl (ก็คือ เรือใบฝึกของพวกผมนั่นแหละครับ) และ Scottland ประเทศต้นกำเนิดของ สก็อทไบรท์ เอ้ย สก็อทวิสกี้

หลังจากที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลในช่วงกลางเดือนสิงหาคมได้สองอาทิตย์เศษ การเดินทางออกจากเมือง Kiel เมืองท่าของเยอรมัน ก็มาถึงจุดหมายปลายทางแรก นั่นคือ Bergen เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของนอร์เวย์ ในระหว่างการเดินทางนี้เอง ที่ผมได้พบกับการเดินทาง ที่น้อยคนนัก มีโอกาสได้สัมผัส นั่นคือ การล่องเรือผ่าน fjord แถมเป็นการเดินทางผ่าน fjord ด้วยเรือใบอีกต่างหาก

image

ภาพบรรยากาศ fjord

สำหรับลูกเรือที่ไม่รู้ประสาอะไรอย่างผม คงได้แต่ชื่นชมความงามของ fjord ไปเรื่อย ๆ อากาศก็สดใส ฟ้าเป็นสีคราม จนมีเพื่อนเยอรมันข้าง ๆ ผม บ่นเชิงประชดว่า มันช่างโรแมนติกสิ้นดี (Es ist so verdammt ramantisch hier)

แต่สำหรับเหล่าครูฝึกผู้มีหน้าที่บังคับหางเสือและทิศทางเรือ เป็นเรื่องท้าทายมาก ที่จะบังคับเรือใบ ซึ่งมีความยาวกว่าเจ็ดสิบเมตร ให้แล่นไปในทิศทางที่กำหนด

fjod ถือเป็นภูมิประเทศระดับปราบเซียน เพราะมีร่องน้ำที่แคย และคดเคี้ยวมาก การเดินเรือต้องเดินไปในเส้นทางที่กำหนด ผิดพลาดได้ไม่เกินสิบเมตร และที่ท้าทายที่สุด เห็นจะเป็นการหาตำแหน่งเรือแบบ realtime

ปกติแล้ว การหาตำแหน่งเรือไม่จำเป็นต้องเป็นแบบ realtime ยกเว้นในกรณีที่ต้องเดินเรือเข้าร่องน้ำ (เช่น เดินเรือจากปากน้ำ สมุทรปรการ ไปยังท่าเรือคลองเตย เป็นต้น) สำหรับการเดินเรือเข้าร่องน้ำส่วนมาก มักจะมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เป็นคนคอยดูแล บอกทาง (ในประเทศไทยเข้าใจว่าเป็นตำรวจน้ำ แต่ในเยอรมันเป็นเจ้าหน้าที่เฉพาะ ที่เรียกว่า Lot) โดยเจ้าหน้าที่จะขึ้นไปยังสะพานเดินเรือ และให้คำแนะนำต้นหน (Novigator) ว่า ในร่องน้ำต้องเดินเรืออย่างไรบ้าง ต้องระวังตรงไหนเป็นพิเศษ เป็นต้น

image

แต่ในกรณี fjord ไม่มีเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เนื่องเพราะ fjord เป็นร่องน้ำที่มีความยาวมาก อีกทั้งรอบ ๆ ประเทศนอร์เวย์ก็มี fjord ที่ใช้เดินเรืออยู่จำนวนมหาศาล หากต้องมีเจ้าหน้าที่มาดูแล คงต้องใช้งบประมาณที่มากเกินความจำเป็น ดังนั้น หากใครอยากเดินเรือใน fjord ก็ต้องมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือมากเลยทีเดียวครับ

ในช่วงแรกของการเดินเรือเข้า fjord พวกเรายังคงใช้ใบเรือเป็นตัวขับเคลื่อน แต่เนื่องจากการใช้ใบเรือในการขับเคลื่อนเรือ มีความยากลำบากในการบังคับทิศทางเรือมาก จนที่สุดนายทหารเดินเรือต้องยอมแพ้ ชักใบเรือลง แล้วเปิดเครื่องยนต์เพื่อใช้ขับเคลื่อนเรือแทน

ผมมีโอกาสได้อยู่บนสะพานเดินเรือด้วย ในตอนที่ต้องเดินเรือเข้า fjord ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่มีคนทำงานบนสะพานเดินเรือมากที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็น คือประมาณสิบกว่าคน อันประกอบด้วยนายทหารฝึกของเยอรมัน กับตันเรือ Statsraad Lehmkuhl ชาวนอร์เวย์พร้อมลูกเรือคนอื่น ๆ อีกหลายคน ทุกคนต้องช่วยกันหาตำแหน่งเรือกันจ้าละหวั่น ทั้งด้วย GPS และวัดตำแหน่งเรือด้วยเข็มทิศ อีกทั้งต้องคอยดูเครื่องหมายต่าง ๆ บนเส้นทางเดินเรือ ดู ๆ ไปแล้วก็น่าสนุกไม่น้อย

image

หลังจากออกเวรบนสะพานเดินเรือ ผมก็มานั่งเย็บถุงทะเลต่อ

เราใช้เวาในการเดินทางผ่าน fjord เป็นเวลากว่าครึ่งวัน ในที่สุดก็มาถึง Bergen พวกเรามีโอกาสได้พักพิงในเมือง Bergen เป็นเวลาห้าวัน ซึ่งในเวลาห้าวันนี้ ทุกคนต้องเข้าเวรดูแลเรือเป็นเวลาหนึ่งวัน ที่เหลือก็ตามสบาย ตัวใครตัวมัน

ใน Bergen พวกเรามีโอกาสได้เยี่ยมชมโรงเรียนนายเรือนอร์เวย์ด้วยครับ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาปิดเทอม พวกเราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นการใช้ชีวิตของนักเรียนนายเรือนอร์เวย์จริง ๆ ได้แต่ฟังบรรยายไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้เรายังได้เห็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์อีกด้วย อย่าคิดเชียวครับว่า มันจะใหญ่ขนาดห้าสนามฟุตบอล อะไรประมาณนั้น พื้นที่จริง ๆ ประมาณห้องประชุมขนาดกลางหนึ่งห้องเท่านั้น แต่กลับเป็นที่ที่มีชื่อเสียง เพราะตลาดปลากลางแจ้งในยุโรปไม่ได้หาดูกันง่าย ๆ (ลองนึกภาพบรรยากาศตลาดนัดที่บ้านเราดูครับ แต่ในตลาดปลานี้ จะมีแต่คนขายอาหารทะเล แล้วพ่อค้าทุกคนก็จะแข่งกันลดราคาสินค้าของตัวเอง)

ความพิเศษของตลาดปลาคือ สินค้าที่สด กุ้ง หอย ปู ปลา ตัวเป็น ซึ่งในยุโรปหาซื้อกันไม่ได้ง่าย ๆ และรูปแบบการขายของพ่อค้า ที่ขายกันแบบคล้าย ๆ ประมูล

อ้าว.... เร่เข้ามา เร่เข้ามา ปลาซาลมอนหนึ่งกิโลแปดยูโร ซื้อไม่ซื้อ ไม่ซื้อเพิ่มให้อีกตัว อ้าว.. ยังไม่ซื้ออีก งั้นเหลือเจ็ดยูโร ... ห้ายูโร อ่ะ ๆ ป้าคนนั้นสนใจ เอาไปเลยห้ายูโร เอ้า แถมให้อีกตัว

บรรยากาศจะเป็นประมาณนั้นครับ คน Hamburg หากได้เข้ามาอ่านคงนึกภาพออก เพราะมันเหมือนกับตลาดปลาของ Hamburg เป๊ะเลยครับ

คงไม่ใช่เรื่องแปลก หากชาวเมือง Bergen จะมีวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างละม้ายไปทางชาว Hamburg เพราะประชากรกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากในเมือง Bergen นั้นเป็นชาว Hamburg ในศตวรรษที่ 16 ดังนั้น ลักษณะการสร้างบ้านเรือน และการดำเนินชีวิตของของชาว Bergen จะเป็นการผสมผสานระหว่างชาวนอร์เวย์และชาว Hamburg

image

บ้านไม้กลางเมือง Bergen

การได้เยี่ยมชมเมือง Bergen เป็นระยะเวลาห้าวัน สร้างความประทับใจให้ผมมาก แต่มีเรื่องนึงที่จะว่า ไม่ประทับใจก็ไม่เชิง แต่ออกแนวขำ ๆ เสียมากกว่า

เรื่องมีอยู่ว่า ผมไปเที่ยวดิสโก้เทคกับเพื่อน ๆ แต่ในนอร์เวย์เขาจะตรวจอายุของคนที่จะเข้าเทคทุกคน โดยทุกคนต้องแสดงบัตรอะไรสักอย่าง เพื่อบอกว่าตัวเองอายุเท่าไร และแต่ละเมืองจะกำหนดอายุการเข้าต่าง ๆ กัน โดยในเมือง Bergen เขากำหนดไว้ที่ 20 ให้ตายเหอะโรบิน อายุผมขาดไปเพียงสองอาทิตย์เท่านั้น ผมและเพื่อน ๆ เลยต้องต่อรองกับคนเฝ้าประตูทุกครั้งที่ต้องการเข้าดิสโก้เทค

เวลาผ่านไปสองเดือน ผมได้ไปฝึกเรือฟริเกต (เรือรบประเภทหนึ่ง) คราวนี้ได้ไป Oslo เมืองหลวงของนอร์เวย์ กะว่าได้เที่ยวดิสโก้เทคเต็มที่ แต่ปรากฏว่าที่ Oslo เขากำหนดอายุไว้ที่ 21 เป็นอันว่า การต่อรองก็เลยต้องเริ่มขึ้นอีกครั้ง

หลังจากครบห้าวัน เราก็ออกเดินทางจาก Bergen ไปสู่ Edinburgh เมืองหลวงของ Scotland

โดยตัวเมืองแล้ว Edinburgh ไม่ต่างจากเมืองเก่า ๆ ทั่วไปในยุโรปมากนัก คือบ้านเมืองก็จะเก่า ๆ แต่ได้รับการดูแลรักษาดี เพราะบ้านเกือบทุกหลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยรวมแล้วตัวเมือง Edinburgh ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมประทับใจเป็นพิเศษ

image

มุมหนึ่งของเมือง Edinburgh

แต่การได้ใช้ชีวิตใน Edinburgh เป็นเวลาห้าวันทำให้ผมรู้ว่า คนสก็อตเป็นพวกชอบดื่ม Edinburgh เป็นเมืองที่มีบาร์หนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่งที่ผมเคยไปมา และบาร์แต่ละแห่งก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และมีลูกค้าประจำ หากใครที่เป็นนักดื่มคงชอบ Edinburgh เป็นพิเศษ ขนาดเพื่อน ๆ ชาวคูเวตของผม ซึ่งเป็นอิสลาม และมักบอกคนอื่นอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ยังชอบ Edinburgh เลยครับ

คนสก็อตนอกจากจะชอบดื่มแล้ว ยังพูดไม่รู้เรื่องอีกด้วย ด้วยความอ่อนแอภาษาอังกฤษของผม และภาษาอังกฤษสำเนียงสก็อต ทำให้ผมมีปัญหา ในการสื่อสารกับคนสก็อตมาก ๆ มีปัญหาขนาดว่า มีสาวสก็อตหน้าตาดีเข้ามาจีบผม (เป็นสาวคนแรก และคนเดียวในชีวิต ที่เข้ามาจีบผม) แต่ด้วยความที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง สาวเจ้าเลยตีจาก เพื่อน ๆ ที่สังเกตการณ์อยู่ต่างกร่นด่าผมเป็นการใหญ่ ว่าทำไมงี่เง่าได้ถึงขนาดนั้น

หากใครที่เคยดูหนังเรื่อง Brave Heart ซึ่งเป็นหนังการต่อสู่ของชาวสก็อต เพื่อกอบกู้เอกราชของตัวเองคืนมาจากชาวอังกฤษ ก็คงรู้จัก Willian Wallace คนสก็อตนอกจากจะชอบดื่ม พูดไม่ค่อยรู้แรื่อง แล้ว ยังคลั่ง William Wallace มาก ๆ ด้วย ตามร้านขายของที่ละลึกทุกร้าน จะมีขายผ้าลายสก็อต และเข็มกลัดเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลของแต่ละตระกูล ผ้าแต่ละลาย เข็มกลัดเงินแต่ละอันจะมีเรื่องเล่าต่าง ๆ อยู่ เป็นเครื่องดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

image

คนเป่าปี่สก็อต ที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนของ Edinburgh

แน่นอนว่าคนส่วนมากจะถามถึงลายผ้า และเข็มกลัดเงินของตระกูล Wallace ปรากฏว่าต้องผิดหวัง เพราะเกือบทุกร้านจะขายหมดแล้ว ผมเคยถามคนขายว่า คนที่ซื้อผ้าและเข็มกลัดของตระกูล Wallace เป็นพวกนักท่องเที่ยว หรือชาวเมือง Edinburgh เอง ปรากฏว่าชาวเมือง Edinburgh เองนั่นแหละครับ ที่ซื้อไป

หลังจากได้เยี่ยมชมเมือง Edinburgh เราก็เดินทางกลับ Kiel ผ่าน Nord-Ostsee-Kanal (Kiel Canal) โดยสวัสดิภาพ ซึ่งเป็นการฝึกเรือครั้งแรกของเพื่อน ๆ ชาวเยอรมันของผมส่วนมาก (ครั้งที่สองสำหรับผม) หลายคนไม่เคยจากบ้านไปเป็นเวลาหลาย ๆ เดือนอย่างครั้งนี้มาก่อน การกลับมาครั้งนี้จึงมีคนมาต้อนรับมากมาย ทั้ง พ่อ แม่ ญาติ ๆ และคู่รัก ดูแล้วอบอุ่น แต่ผมก็ได้แต่ อิจฉา เพราะไม่มีใครมารอรับ ได้แต่นั่งมองคนอื่นตาปริบ ๆ อารมณ์ตอนนั้นบอกตามตรงครับว่าเหงาและคิดถึงบ้านมาก ๆ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน.....

08 Oct 06 | by | tags เกร็ดชีวิต เยอรมัน นานาสารพัน ตะลอน ตะลอน ทหารเรือ ฝึกเรือ กองทัพเรือ นายเรือ เรือใบ ต้นหน ดูร่องน้ำ

read 3428

<<(เว็บ) โป๊มะ...โป๊มั๊ยน้อง || ทักทายกัน แบบเดือน ตุลา ตุลา>>

เชกูวารา

โห...น่าอิจฉาอย่างแรง ๆ เลยครับ ได้ ทั้งเรียน ทั้งฝึก ทั้งเที่ยว ไปพร้อมกัน แถมเป็นการท่องเที่ยวประเภทที่คนธรรมดาอย่างพวกผมยากจะมีโอกาส 

เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งอยากไปเที่ยว ฟยอร์ด  (เขียนถูกไหม ?) ที่นอร์เวย์มาก แต่เนื่องจาก จะไปเที่ยวที่นี่ได้ต้องใช้เงินมาก เลยถึงขนาดต้องโบกรถ หอบเต้นท์ไปนอน แล้วก็กินขนมปัง กับมาม่า  ผมก็อยากไปเหมียนกัน แต่ดูแล้วคงไม่มีปัญญา ติดปัญหาทั้งเรื่องเงิน และเวลา 

จบเรื่องฝึกเรือใบแล้ว ยังมีฝึกเรืออื่น ๆ มาเล่าให้ฟังอีกหรือเปล่าครับคุณโบว์ ? แบบว่าอยากอ่านอีกง่ะ Laughing 

08 Oct 06

bow_der_kleine

มีครับ มีแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ครับ ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี หากเวลาและโอกาสอำนวย รับรองได้ครับว่าได้อ่านเรื่องเล่าแนว ๆ นี้อีกแน่นอนครับ

ส่วนเรื่อง fjord ผมเห็นด้วยครับ หากไปเองกระเป๋าฉีกเห็น ๆ เพราะแถวนั้นค่าครองชีพแพงอย่างแรง

09 Oct 06

หมูหวาน

โอ้วว.. น่าหนุกมากเลยคับ อย่างที่ คุณเชฯ ว่าเลยคับ  คนทั่วไปคงหาประสพการณ์อย่างนี้ยาก  ถ้ามีเรื่องขำๆบนเรือมาเล่าก็น่าสนุกดีนะครับ หรือ ว่าแนว ผจญภัย ฝ่าคลื่นลม กลิ้งซ้ายกลิ้งขวา่ แบบเวลาดูหนังเนี่ย ก็น่าติดตาม จะรออ่านตอนต่อไปนะคับCool

12 Oct 06

deaw

แต่งเป็นหนังสือขายเลยครับ Kiss

03 Sep 08

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login